ผู้เขียน หัวข้อ: ผู้ฝึกมโนมยิทธิไม่ควรพลาด "มโนมยิทธิตัดกิเลส" ดีมากๆ  (อ่าน 400 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

อิงธรรม

  • ผู้ช่วยแอดมิน
  • สมาบัติ ๒
  • ***
  • กระทู้: 205
    • ดูรายละเอียด

คำสอนโดยพระอาจารย์ยุคลธรณ์ ธัมมปุตโต

มโนมยิทธิตัดกิเลส
ila_rendered

บัดนี้  ให้เราทั้งหลายทุกคนนะ เอาจิตไว้ที่กลางร่างกายของเรา แล้วให้ผ่อนคลายตามส่วนสัด หายใจเข้าลึกๆ แรงๆเลยนะ ผ่อนออกมา

เอาจิตของเราจับไว้ ที่กะโหลกศีรษะ กระดูกต้นคอ กระดูกไหล่ หัวไหล่ถึงข้อศอก ข้อศอกถึงข้อมือ ข้อมือถึงนิ้วทุกปลายนิ้ว กระดูกไขสันหลังถึงก้นกบ กระดูกซี่โครงทุกซี่ กระดูกสะโพก สะโพกถึงหัวเข่า หัวเข่าถึงข้อเท้า ข้อเท้าถึงปลายนิ้วเท้า

ปลายนิ้วเท้าถึงข้อเท้า ข้อเท้าถึงหัวเข่า หัวเข่าถึงสะโพก กระดูกสะโพก กระดูกก้นกบถึงกระดูกไขสันหลัง กระดูกซี่โครงทุกซี่ กระดูกหัวไหล่ หัวไหล่ถึงข้อศอก ข้อศอกถึงข้อมือ ข้อมือถึงนิ้วทุกปลายนิ้ว กระดูกท้ายทอย กะโหลกศีรษะ


บัดนี้ ให้เรากำหนดจิตไว้ที่ศูนย์กลางกาย เหนือสะดือ 2 นิ้ว ข้างในนะ ให้มีไม้เสียบเป็นกากบาท เราจะเห็นเป็นจุดศูนย์กลางข้างในกายของเรา เหนือสะดือ 2 นิ้ว ให้เราน้อมจิตน้อมใจ หายใจเข้าท้องพอง ก็ให้มีคำว่า พุท ปรากฏอยู่กึ่งกลางกระดาษนั้น หายใจออกท้องแฟบ ให้มีคำว่า โธ ปรากฏอยู่กึ่งกลางกระดาษแทนคำว่า พุท (พุท-โธ พุท-โธ สักพัก)

ตั้งสัจจะกับตัวเองนะ จะไม่ให้จิตของเราวอกแวกไปไหน ให้แน่วแน่ นิ่งดิ่งอยู่ตรงนั้น บัดนี้ ให้เราทั้งหลายทุกคนนะ เปลี่ยนคำว่า พุทโธ เป็น นะมะ พะทะ หายใจเข้า นะมะ หายใจออก พะทะ (นะมะ-พะทะ นะมะ-พะทะ สักพัก)

ห้ามวอกแวกไปไหนนะ อย่าสนใจในอดีตที่ล่วงไปแล้ว อนาคตที่ยังมาไม่ถึง สนใจจดจ่ออยู่ในปัจจุบัน เอาความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดในร่างกาย มาจับไว้ที่ลมหายใจว่า นะมะ พะทะ หายใจเข้าด้วยความเบิกบาน หายใจออกด้วยความผ่อนคลายและมีความสุข ไม่ต้องบังคับลมหายใจ ปล่อยให้เป็นธรรมชาติ เราเป็นเพียงผู้รู้ เฝ้าดูมันเท่านั้น ไม่ใช่เป็นคนบังคับมัน


บัดนี้ ให้เราทั้งหลาย น้อมจิตน้อมใจ นึกถึงภาพพระพุทธรูป หรือใครที่ยังไม่เคยฝึก ให้น้อมจิตน้อมใจ นึกถึงภาพพระพุทธปฏิมาพระองค์ไหนก็ได้ที่เราชอบ อยู่บนหิ้งก็ดี อยู่ที่ไหนก็ได้ให้เราจำได้ ให้น้อมจิตน้อมใจนึกถึงภาพพระพุทธรูป ให้พระองค์ท่านลอยอยู่ข้างหน้าของเรา นึกให้เห็น เห็นแค่ส่วนไหนก็ไม่เป็นไร เห็นแค่พระพักตร์ก็ไม่เป็นไร เห็นส่วนใดส่วนหนึ่งในพระวรกายก็ได้ แต่ให้รู้ว่าพระองค์ท่านประดิษฐานอยู่ข้างหน้าของเรานี้ พร้อมทั้งหายใจเข้า นะมะ หายใจออก พะทะ ไปด้วยนะ (นะมะ-พะทะ นะมะ-พะทะ สักพัก)

จับภาพพระให้ชัดนะ บัดนี้ ให้เราทั้งหลายทุกคนนะ น้อมจิตน้อมใจ อันว่ากายขันธ์ธาตุ คือร่างกายนี้ นับวันจะผุพังไปทุกวันๆ อะไรก็ไม่เที่ยง อะไรก็ไม่แน่นอน เมื่อบ้านหลังนี้มันพังไป ก็ต้องย้ายบ้านใหม่ไปเรื่อยๆ แล้วบ้านหลังนั้นมันก็พังลงไปเรื่อยๆ หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันไป ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น บัดนี้ เราทั้งหลายเอ๋ย ไม่สนใจแล้วซึ่งบ้านหลังนี้ อันเป็นเหมือนกรงขังมนุษย์ ขังดวงจิตของเรา มันจะเปื่อย จะผุ จะพัง จะเน่า มันจะตาย หรือมันจะเสื่อมสลายเป็นผงธุลีไป ข้าพเจ้าไม่สนต่อไปนี้อีกแล้ว อันว่ายศ ลาภสักการะ อันว่าเงินทอง อันว่าการศึกษา อันว่าความรู้ใดๆ อันว่าชีวิต อันว่าครอบครัว อันว่าศักดิ์ศรี อันว่าตัวตนใดๆ ไม่มีแกข้าพเจ้าต่อไปนี้อีกแล้ว

บัดนี้ ข้าพเจ้านั้นมีที่พึ่งที่อาศัย ก็คือพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่งที่ระลึก เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร บัดนี้ ให้เราทั้งหลาย น้อมจิตน้อมใจ ให้มโนภาพว่า มีกายกายหนึ่ง กายนี้เป็นกายละเอียด กราบพระพุทธรูปที่อยู่ด้านหน้าของเรานี้ งามๆ 3 ครั้ง หลังจากที่เรากราบเสร็จแล้ว ให้น้อมจิตน้อมใจ พนมมือต่อหน้าพระองค์ท่าน เราจะเห็นว่าพระพุทธรูปนี้ไม่ใช่องค์เล็กๆ นะ องค์ใหญ่

ให้พนมมือต่อหน้าพระองค์ท่าน แล้วว่า ลูกขออาราธนาบารมี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ขอพระองค์ท่านจงโปรดช่วยให้ลูกนั้น ได้รู้ ได้เห็น ทุกสิ่ง ได้อย่างชัดเจนแจ่มใส ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า


บัดนี้ ให้เราทั้งหลาย ได้น้อมจิตน้อมใจ ว่ามีกายกายหนึ่งที่ซ้อนกายกายเนื้อนี้ ลุกขึ้นมาจากกายเนื้อนี้ ยืนอยู่ข้างหลังของตนตรงนี้ทุกคนเลยนะ แล้วให้กายที่ลุกขึ้นมาอยู่ข้างหลัง เอามือจับบ่าของกายเนื้อไว้ เราจะเห็นกายเนื้อของเรานั่งอยู่ตรงนี้นะ จับให้แน่น ห้ามขยับ หรือร่องลอยไปที่ใด

บัดนี้ ให้เราน้อมจิตน้อมใจ เห็นองค์พระพุทธปฏิมา ลอยอยู่เหนือเศียรเกล้าของเรา องค์ขนาดใหญ่ มีรัศมีพุดผ่องอำไพ ให้เราทั้งหลายกราบอาราธนาบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลูกนั้นจะไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลก  ไปพระจุฬามณี ขอพระองค์ท่านจงโปรดเมตตาประทานบารมีนำลูกไปสถานที่แห่งนั้นด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า ให้เราเงยหน้ามองขึ้นไปเบื้องบน จะเห็นลำแสงสีขาว เป็นช่องทางพุ่งตรงมาที่ร่างกายของเรานะ ให้เราน้อมจิตน้อมใจ จับฐานพระพุทธรูป จับฐานองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลอยตามแสงนั้นขึ้นไปเลยนะ ด้วยความเป็นทิพย์นี้จะไว บัดนี้ เราได้ถึงทาง 4 แพร่งแล้ว จะเห็นได้ว่า ถ้าเราเดินมาจากโลก โลกจะอยู่เบื้องหลังของเรา เบื้องหน้าตรงไป จะเห็นว่าดิ่งลาดชันลงไป แปลว่าไปนรก ด้านซ้ายมือไปสวรรค์ดาวดึงส์เทวโลก ด้านขวามือนั้นจะไปพรหม ให้เราเดินไปที่ทาง 4 แพร่งนั่นเลย เราจะเห็นเทวดาผู้ชาย ใส่ชฎา ประดับเครื่องอาภรณ์ต่างๆ สวยงามมาก นั่นชื่อว่า ลุงพุฒ


บัดนี้ ให้เราน้อมจิตน้อมใจ กราบ ลุงพุฒ งามๆ 3 ครั้ง แล้วบอกกับท่านว่า บุญใดที่ลูกได้กระทำมา ในอดีตชาติ จนถึงปัจจุบันนี้ ขอลุงพุฒจงมีส่วนได้แห่งบุญของลูกด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ เรากราบลาท่าน 3 ครั้งนะ พอกราบเสร็จแล้ว ให้เลี้ยวซ้ายลอยขึ้นไปเลย ถ้าใครยังมองเห็นไม่ชัด ก็ให้ตัดจิตตัดใจว่า บัดนี้ ตายก็คือตาย ขออาราธนาบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอลูกนั้นจงเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ชัดเจนแจ่มใส ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า ลอยตามพระพุทธเจ้าขึ้นไปเลยนะ เราจะไปพระจุฬามณีเจดียสถาน ลอยตรงขึ้นไปเลย

บัดนี้ เราอยู่ต่อหน้าพระจุฬามณีเจดียสถานแล้วนะ ให้น้อมจิตน้อมใจ อุทิศบุญให้กับนายทวารบาลที่เฝ้าอยู่ตรงนี้ ว่าบุญใดที่ลูกได้กระทำมา ขอท่านจงมีส่วนได้แห่งบุญของลูกด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า ขออนุญาตท่านขึ้นไปเลย เราจะเห็นได้ว่าร่างกายของเรานี้ไม่ใช่เป็นคนแล้ว เหยียดแขนดูจะเห็นร่างกายของเรานี้ใสประดุจแก้ว มีเพชรนิลจินดา แหวนเรามีทุกนิ้วเลย มีชฎาด้วย ให้เราขึ้นไปเลยนะ พระจุฬามณีเจดียสถานเราจะเห็นว่างดงามมาก เป็นแสงสีขาวนวลผ่องอำไพ ระยิบระยับ เป็นแสงสีขาว ทำด้วยแก้วอัญมณี อมทองนิดๆ บันไดเป็นแก้วหมด ใหญ่มหาศาลเลย บนยอดเจดีย์จะเห็นธงที่เป็นแฉกๆ แล้วมีอัญมณีเป็นก้อนใหญ่มากบนยอด มีแสงในตัวของมันด้วย ให้เราลอยเข้าไปในพระจุฬามณีเลยนะ ด้วยความเป็นทิพย์ของเรา เราจะเห็นได้ชัดมากเลย ให้เราน้อมจิตน้อมใจ กราบพระจุฬามณีเจดียสถานที่บรรจุพระเขี้ยว พระเกศาพระพุทธเจ้าทุกพระองค์อยู่ตรงนี้หมด จะเห็นมณฑปใหญ่มโหฬารมากมายไปหมด มีจำนวนเป็นล้านๆ เลยนะ ให้เราน้อมจิตน้อมใจกราบงามๆ 3 ครั้ง พอกราบเสร็จแล้ว ให้เราขออาราธนาบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเขี้ยวแก้ว พระเกศาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ขอบารมีของพระองค์ท่าน จงเปล่งแสงมาสู่ร่างกายเนื้อของลูก และกายทิพย์ของลูกนี้ ให้ปัดเป่าขจัด เสนียดจัญไร คุณไสยต่างๆ สิ่งไม่ดีต่างๆ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จงบำราบหายไปด้วย พุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ ด้วยอานุภาพแห่ง พระเขี้ยวแก้ว พระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ เราจะเห็นว่ามีลำแสงพุ่งมาที่กายเนื้อและกายทิพย์ของเรา สว่างไสวเลยเห็นไหม ให้น้อมจิตน้อมใจกราบพระองค์ท่านงามๆ 3 ครั้ง


บัดนี้ ให้เราลอยลงมาที่เทวสภา อันเป็นที่ประชุมของเหล่าเทวดาทั้งหลาย บัดนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอนเหล่าเทวดาอยู่ ให้เรานั่งพับเพียบต่อหน้าพระองค์ท่านเลยนะ เราจะเห็นว่าพระองค์ท่านมีพระวรกายใหญ่โตมโหฬารมาก แต่งองค์ทรงเครื่องดั่งพระวิสุทธิเทพ ให้เราทั้งหลายทุกคนนะ ให้น้อมจิตน้อมใจ กราบพระองค์ท่านงามๆ 3 ครั้ง หลังจากกราบพระองค์ท่านแล้ว ให้เราน้อมจิตน้อมใจกราบพระอรหันต์ พระอริยเจ้า หลวงพ่อฤาษีลิงดำ หลวงปู่ปาน กราบทุกพระองค์ท่านที่อยู่บริเวณนี้ทั้งหมดเลย กราบงามๆ 3 ครั้งนะ แล้วให้เราน้อมจิตน้อมใจกราบเทวดาที่อยู่บริเวณนี้ทั้งหมด หลวงปู่พระอินทร์ ท่านท้าวมหาราชทั้ง 4 กราบงามๆ 3 ครั้ง ให้ขยายกายทิพย์เป็นล้านๆ ร่างกายกราบทุกพระองค์ท่านเลย 3 ครั้ง หลังจากนั้นให้เราหันหน้ามาที่เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า แล้วน้อมจิตน้อมใจ ของอาราธนาบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากลูกนั้นจะมาที่นี่ทุกวัน ขอพระองค์ท่านทรงโปรดเมตตาประทานอนุญาตให้ลูกได้ขึ้นมาที่นี่ทุกวันด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า และขอให้ลูกนั้นเห็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ชัดเจนแจ่มใส พยากรณ์ได้ตามความเป็นจริงทุกประการด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า

บัดนี้ ให้เราทั้งหลายทุกคนนะ พนมมือต่อหน้าพระองค์ท่าน แล้วทูลถามพระองค์ท่านว่า เมื่อชาติที่แล้วลูกนั้นเคยเป็นอะไร ขอพระองค์ท่านทรงประทานบอกลูกด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า ให้เรามองไปที่พระวรกายที่มีรัศมีผ่องใสออกมา เราจะเห็นว่าแสงของพระองค์ท่านทรงสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วมีประกายพรึก สว่างจนไม่เห็นพระวรกาย กลายเป็นช่องกระจก เป็นแว่นกลมๆ ที่มีประกายพรึก สว่างจ้าออกมา ให้เราน้อมจิตน้อมใจมองไปที่แว่นนั้น แล้วจิตแรกของเราคิดว่าเรานั้นเคยเป็นอะไร มองเข้าไปเลยนะ เราจะเห็นภาพแรกปรากฏขึ้น นั้นคือภาพจริงนะ นี่เขาเรียกว่าความเป็นทิพย์ ความเป็นจริง บัดนี้ ให้เราเพิกภาพนั้นออกไป แล้วมองใหม่ว่าในอนาคตกาลเบื้องหน้านี้ จะเกิดอุบัติเหตุ หรือเกิดเรื่องราวใดกับลูกนั้น ขอพระองค์ท่านทรงบอกด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า เพียงแวบเดียวเราจะเห็นภาพแล้ว หลังจากนั้นแล้ว เราจะเห็นได้ว่า เราเกิดมาหลายชาติ ทนทุกข์ทรมานมาหลายชาติ


บัดนี้ ให้ท่านทั้งหลายได้น้อมจิตน้อมใจ สลัดปลิโพธ ความห่วงหาอาทรใดทั้งปวงในโลก ปลิโพธ แปลว่า ความห่วง ห่วงในยศถาบรรดาศักดิ์ ห่วงในเงินทอง ห่วงในหน้าที่การงาน ห่วงในครอบครัว ญาติ พี่ น้อง บิดา มารดา ลูกหลานของตน ห่วงในอาหารการกิน ห่วงในที่อยู่อาศัย ห่วงในระยะการเดินทาง ห่วงทุกสิ่งทุกอย่าง อะไรที่เป็นความห่วงผูกพัน ให้เราสลัดทิ้งไปเลยนะ ให้เราทำประดุจว่า เราใกล้จะตายแล้วในอีก 1 นาทีเบื้องหน้านี้ ตายแล้วเราจะไปสู่พระนิพพาน อันเป็นเอกันตบรมสุข สุขที่สุด สุขหนึ่งเดียว เป็นสุขที่จบ ไม่มีสุขใดที่เทียบเท่า อมตะมหานิพพานนี้ เป็นสุขที่เกิดจากการไม่เวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องเกิดแก่เจ็บตาย ไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานอะไรอีกแล้วในโลกนี้ ถึงจะสวย จะหล่อ จะหน้าตาดี หรือจะมีรูปร่างผิวพรรณดีประการใดก็ตาม อันว่าข้าพเจ้าไม่สนต่อไปนี้อีกแล้ว มันไปเที่ยงเลยแม้แต่เล็กน้อย แม้แต่อย่างเดียว ให้เราอยู่หน้าเบื้องพระบาทของพระพุทธเจ้า อันว่าความตายเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าทุกลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าก็ตาย หายใจออกก็ตาย ชีวิตของเราก้าวเข้าหาความดับ เปรียบดังเรือที่มันรั่ว เริ่มรั่วเข้าไปเรื่อยๆ ทุกวันๆ

ข้าพเจ้าไม่สนใจแล้วซึ่งขันธ์ 5 คือร่างกายนี้ มันจะตายก็เรื่องของมัน มันจะเสื่อมสลายเป็นผงธุลีก็เรื่องของมัน ลูกไม่เอาต่อไปนี้อีกแล้ว อันว่าศีลก็ดี อันว่าความเคารพในพระรัตนตรัยก็ดี อันมีพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ แม้แต่ชีพนี้ลูกก็สละให้แก่พระพุทธศาสนา เพื่อเป็นกำลังของพระพุทธศาสนา จะให้ลูกตายบัดเดี๋ยวนี้ก็ได้เพื่อพระพุทธศาสนา อันว่าความตายลูกไม่กลัวต่อไปนี้อีกแล้ว บัดนี้ ลูกนั้นขอให้ถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน ลูกไม่เอาต่อไปนี้อีกแล้ว ลูกขออาราธนาบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอพระองค์ท่านจงโปรดนำลูกไปสู่เอกันตบรมสุข คืออมตะมหานิพพาน อันเป็นแดนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด และเป็นที่ที่บริสุทธิ์ที่สุด ขอพระองค์ท่านโปรดนำลูกไปสถานที่แห่งนั้นด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า ให้เราเกาะฐานพระองค์ท่าน ลอยตามพระองค์ท่านขึ้นไปสู่เบื้องบนได้เลยนะ ลอยขึ้นไปเลย


ด้วยความเป็นทิพย์ของเรา แป๊บเดียวก็ถึง บัดนี้ เราได้เหยียบพื้นพระนิพพานแล้ว เรารู้สึกได้เลยว่าสว่างไสว งดงามมาก ให้เรากราบแผ่นดินนี้งามๆ 3 ครั้งนะ เราจะเห็นได้ว่าที่นี่มีวิมานเป็นประธานอยู่ ใหญ่ที่สุด สูงที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุด นับประมาณมิได้ ให้เราลอยไปที่วิมานนั้นนะ วิมานนั้นเป็นที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐมต้นพุทธวงศ์พระองค์ทรงประทับอยู่แห่งนี้ เป็นพระพุทธเจ้าองค์แรก ให้เราลอยเข้าไปเลย บัดนี้ เราเห็นพระวรกายพระองค์ท่านยิ่งใหญ่มโหฬารที่สุดเลย ให้น้อมจิตน้อมใจกราบพระองค์ท่านงามๆ 3 ครั้ง ให้เราน้อมจิตน้อมใจ กราบพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ กราบพระวิสุทธิเทพ และพระอรหันต์ ทั้งหลายที่อยู่บริเวณนี้ กราบงามๆ 3 ครั้ง กราบเสร็จแล้วนะ ให้เราน้อมจิตน้อมใจ คุกเข่าต่อหน้าพระบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐม ขออาราธนาบารมีของพระองค์ท่าน เมื่อใดก็ตามที่ลูกนั้นตายไป ขอให้ลูกนั้นจงมีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ และได้เข้าสู่อมตะมหานิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า เราจะเห็นว่าพระองค์ท่านยกพระหัตถ์ขึ้นประทานพรให้แก่เรา ให้เรารับพรนั้น แล้วน้อมจิตน้อมใจ กราบทูลพระองค์ว่า ธรรมใดที่ลูกยังติดขัด ขอพระองค์ท่านทรงตรัสบอกลูกด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า ฟังให้ดีนะ

บัดนี้ ให้เราทั้งหลายทุกคนนะ ขอประทานอนุญาต ลูกนั้นจะขอตัดกิเลสบนพระนิพพาน เป็นสถานที่อันบริสุทธิ์แห่งนี้ ขอพระองค์ท่านทรงโปรดเมตตาประทานบารมี และขอประทานอนุญาต ในการตัดกิเลสเบื้องหน้าพระบาทของพระองค์ด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า ให้เราน้อมจิตน้อมใจเนรมิตเป็นแท่นแก้ว ใสประดุจดั่งเพชร ให้เราขึ้นไปนั่งบนแท่นนั้นนะ พอเราขึ้นไปนั่งแล้ว ให้เรามองลงมาเบื้องล่าง เราจะเห็นขันธ์ธาตุ คือร่างกายของเรานั้นนั่งอยู่ข้างล่างนี้ ให้น้อมจิตน้อมใจอาราธนาบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอามือกายทิพย์ของเรายื่นลงมาดึงขันธ์ 5 คือร่างกายเนื้อของเราขึ้นมาตั้งไว้เบื้องบนเลยนะ ให้นั่งประจันหน้าต่อกันเลยนะ ให้เรามองดูกายเนื้อที่อยู่เบื้องหน้าของเรา คุยกันเลยนะ มีเรื่องราวอะไรคุยเลย ถามมันเลยว่า เอ็งหนะยังมีความโลภอยู่ไหม ถามมันเลย มันไม่โกหกหรอกนะ เอ็งยังมีความโกรธอยู่ไหม เอ็งยังมีราคะอยู่ไหม เอ็งยังมีความอิจฉาริษยา ความตระหนี่ถี่เหนียว ความเห็นแก่ตัวอยู่หรือไม่ เอ็งยังยึดติดในร่างกาย ว่าสวย ว่างาม ว่าหล่ออยู่หรือไม่ เอ็งยังมัวเมา ยังเห็นเงินทองมีคุณค่าอยู่หรือไม่ เอ็งยังเป็นคนที่มีความหงุดหงิดรำคาญใจ มีความพยาบาท จองเวรอยู่หรือไม่ เอ็งยังเป็นคนที่ยึดติดในรูปรสกลิ่นเสียงและสัมผัสทางกามรมณ์อยู่หรือไม่ คุยกับมันไปเลย ถามมันไปเลย มันไม่โกหกแน่นอน ดวงจิตตรงนั้นมันจะไม่โกหกเลย เราสามารถโกหกผู้อื่นได้ แต่โกหกตัวเองไม่ได้ ถามมันไปเลยว่า เอ็งไม่รู้หรือว่า ร่างกายขันธ์ 5 นี้นับวันจะเสื่อมสลายลงไปทุกวัน เอ็งดูมนุษย์ในโลก ดูไปที่แว่นแก้ว เห็นมนุษย์ไหน ว่ายื้อแย่งแข่งขันกัน ตื่นเช้ามายื้อแย่แข่งขันกัน เพื่อจะหาเงินหาทองให้ตนเองดำรงชีพอยู่บนโลกนี้ได้ แสวงหาความสุขต่างๆ แต่ความสุขนั้นมันก็เป็นความสุขที่ชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่ความสุขที่ยั่งยืนอะไรเลย บางคนก็เบียดเบียนผู้อื่น บางคนก็เบียดเบียนตนเอง ก่อทุกข์ ก่อเวร ก่อภัย ก่อภพ ก่อชาติต่อไป ไม่รู้จบ ไม่รู้สิ้น เอ็งดูที่แว่นแก้วซิ ว่ากี่ภพกี่ชาติแล้วที่เอ็งเกิดมา เป็นมาหมดทุกอย่าง ตั้งแต่สัตว์นรกขึ้นมา เป็นสัตว์ที่เล็กที่สุด จนถึงสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด เป็นมนุษย์ที่พิการ จนเป็นผู้หญิง จนเป็นผู้ชาย จนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ตั้งแต่มนุษย์ เป็นเทวดาทุกชั้นเป็นมาแล้ว พรหมก็เคยเป็นมาแล้ว เอ็งเป็นมาหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ยาจก จนถึงพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นมาหมด เอ็งรู้หรือไม่ เห็นภาพหรือไม่ เอ็งไม่เบื่ออย่างนั้นหรือ ไม่เหนื่อยบ้างหรือที่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น ปากเอ็งก็บอกว่านี่คือความสุขๆ แต่ใจเอ็งก็หลอกตัวเอง หลอกว่านี่คือความสุข แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ความสุข มันมีแต่ความทุกข์ พอเอ็งมีลูก เอ็งก็บอกว่า สุขๆ แต่ที่ไหนได้ทุกข์ทั้งนั้น เอ็งมีเงินทองมากมายปานใด บอกว่าพอมีแล้วอุ่นใจ แต่ที่ไหนได้กลัวว่าจะหายบ้าง กลัวว่าจะหมดไปบ้าง กลัวว่าจะโดนขโมยบ้าง กลัวโน้น กลัวนี้ ไปฝากธนาคารบ้าง สารพัด นั่นคือความกลัวต่อความทุกข์นั่นเอง เอ็งไม่เบื่ออย่างนั้นหรือ

ให้เราน้อมจิตน้อมใจนะ ว่ามีกายขันธ์5 ของเราอีกกายหนึ่ง เป็นกายเนื้อนะ นอนอยู่ข้างๆ ให้เราเอามีดกรีดที่ข้อมือทั้งสองข้างเลย แล้วกรีดที่คอตัวเอง เราจะเห็นว่าเลือดไหลออกมาเต็มไปหมดเลย ให้เราย่นเวลาเลยนะ ไหลออกมาเรื่อยๆ กลายเป็นน้ำเหลือง จดหยุดไหล เราจะเห็นว่าตาของเราเป็นฝ้า ร่างกายเริ่มพอง น้ำลายเริ่มไหล เราจะเห็นได้ว่าทวารทั้ง9 เริ่มเปิดแล้ว อุจจาระ ปัสสาวะ เต็มไปหมด เริ่มพองขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเขียวแล้ว เริ่มมีแมลงวันตอมแล้ว แมลงวันเริ่มมาไข่แล้ว เริ่มเน่าเข้าไปเรื่อยๆ เริ่มตาปูด ตาบวม ลิ้นจุกปาก เริ่มพองแตกออกมาแล้ว หนอนเริ่มชอนไช เน่าไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก กระดูกก็ผุ หัก สลายเป็นผงธุลี เป็นเม็ดทราย แม้กระทั่งเม็ดทรายก็หายไป

บอกกับดวงจิตมันเลยนะ นี่หรือที่เอ็งยึดติดนักยึดติดหนา ว่ามันเป็นของๆ เรา เกิดมาก็ต้องตายทุกคน ไม่ช้าไม่เร็วก็ต้องตาย ไม่รู้ว่าจะรอดไปถึงพรุ่งนี้หรือไม่ ข้าวไม่รู้จะได้กินหรือเปล่า ไม่รู้จะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในวันพรุ่งนี้อีกไหม ไม่รู้จะได้เห็นพระอาทิตย์ตกในวันพรุ่งนี้หรือไม่ นอนไปคืนนี้ไม่รู้จะตื่นหรือไม่ในวันพรุ่งนี้ นี่คือ อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความเป็นทุกข์ อนัตตา ไม่มีตัวไม่มีตน เสื่อมสลายไปในที่สุด เกิดมาหลายภพหลายชาติแล้ว


บัดนี้ ให้เราทั้งหลาย น้อมจิตน้อมใจ ตั้งจิตตั้งใจให้ดี ไม่ต้องมีความห่วงกังวลใดๆ ทั้งสิ้น บอกไปเลยว่า หากแม้ว่าข้าพเจ้านั้นจะตัดให้ขาดบัดเดี๋ยวนี้ ก็จงขาดเลย ข้าพเจ้าเลือกแล้ว ไม่เอาต่อไปนี้อีกแล้ว ขันธ์5 เอ๋ย อันว่าเธอไม่มีแก่เราต่อไปนี้อีกแล้ว ไม่มีอะไรเหนี่ยวรั้งดวงจิตของเราให้ไปนิพพานต่อไปนี้ไม่มีอีกแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว ปล่อยว่างสิ่งสมมุติทุกสิ่งทุกอย่าง บัดนี้ ลูกไม่เอาต่อไปนี้อีกแล้ว สิ้นแล้ว จบกันเสียสักทีหนึ่ง ลูกไม่ขอเวียนว่ายตายเกิดต่อไปนี้อีกแล้ว ลูกไม่เอาแล้วซึ่งขันธ์5 ทั้งหลาย ไม่เอาต่อไปนี้อีกแล้ว พอกันเสียที เหนื่อยมามากแล้ว

เราจะเห็นว่าร่างกายเบื้องหน้าของเรา แตกสลายเป็นผงธุลีไปเลยนะ พอแตกสลายเป็นผงธุลี ให้เราน้อมจิตน้อมใจ ต่อหน้าเบื้องพระบาทของพระพุทธเจ้า เราจะเห็นว่าเป็นแสงสว่างออกมาจากพระโอษฐ์ เป็นพระธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นดอกมณฑาแก้ว ลอยลงมาที่อทิสสมานกาย กายทิพย์ของเราตรงนี้ ลอยเป็นสายเข้ามาต้องกายของเรา ร่างกายของเราสว่างไสวงดงาม ให้เราน้อมจิตน้อมใจ พนมมือรับดอกมณฑาทิพย์ตรงนั้น เป็นดอกดวงแก้ว ดวงธรรม ที่เข้ามาสู่ใจของเรา เราจะเห็นได้ว่าอทิสสมานกายของเราสว่างไสวงดงามมาก บัดนี้อันว่าศีลทั้งหลาย ลูกจะไม่ผิดต่อไปนี้อีกแล้ว ไม่รู้ว่าจะผิดไปเพื่ออะไร ในเมื่ออย่างไรก็ต้องตาย ไม่เขาตาย เราก็ต้องตาย ศีล5 ของลูกครบ ไม่ผิดต่อไปนี้อีกแล้ว อันว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ลูกยอมพลีชีพนี้เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ให้เจริญ ให้มั่นคง และขจรขจาย และลูกนี้ เมื่อตายแล้วลูกจะถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน ไม่มีภพไหนอีกแล้ว นอกจากพระนิพพาน

บัดนี้ลูกขอน้อมนำพระโสดา สถิตไว้ในใจของลูก ให้เราทั้งหลายทุกคนนะ กราบพระพุทธเจ้างามๆ 3 ครั้ง เห็นอทิสสมานกาย กายทิพย์ของเรานั้น กราบพระวิสุทธิเทพ สว่างไสว ให้เราน้อมจิตน้อมใจ ขออาราธนาบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั่วสากลพิภพ เหล่าเทวดาทั้งหลาย และบุญบารมีทุกประการที่ลูกได้กระทำมาในอดีตชาติ และชาติปัจจุบันนี้ บุญใด บุญน้อย บุญใหญ่ ก็ตาม จงมารวมเป็นพลังบนมือทั้งสองของลูกนี้ ให้เราน้อมจิตน้อมใจเป็นลูกกลมๆ จะเห็นว่าเป็นลำแสงขนาดใหญ่ เต็มไปหมดเลย มารวมอยู่ที่มือของเรา แล้วให้เราแผ่บารมี ลำแสงนี้ออกไปให้ไร้ขอบเขตไพศาล ถึงทุกผู้ ทุกตน ทุกคน ทุกนาน เหล่าเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลาย สรรพสัตว์ทั้งหลาย อนันตจักรวาลทั้ง 3 ภพ พุ่งออกไปเลยนะ แผ่เป็นวงกว้าง จงเป็นสุขๆ จงเป็นสุขๆ จงเป็นสุขๆ ทุกท่าน ทุกคน ทุกตนเถิด

บัดนี้ให้เราน้อมจิตน้อมใจ กราบลา พระวิสุทธิเทพ กราบลาเหล่าพรหมทั้งหลาย กราบลาเทวดาทั้งหลายทุกชั้น กราบเลยนะงามๆ 3 ครั้ง ขยายอทิสสมานกายกราบไปทุกพระองค์เลยนะ บัดนี้ให้เราลอยลงมาข้างล่าง ลงมาโลกมนุษย์ของเรา ลอยลงมาเลย ลอยลงมาตรงสถานที่ที่เรานั่งกรรมฐานตรงนี้ แล้วมาอยู่ข้างหน้าร่างกายเนื้อของเรา ให้เรายื่นมือขวามาที่กลางกระหม่อมกายเนื้อของเรา แล้วแผ่เป็นแสงสีขาว แล้วน้อมจิตน้อมใจ ขออาราธนาบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โรคภัยก็ตาม ความขุ่นข้องหมองมัวในจิตใจก็ตาม ความไม่สบายกายหรือไม่สบายใจก็ตาม เสนียดจัญไร คุณไสยทุกอย่าง วิญญาณทุกอย่างที่สถิตในกายของข้าพเจ้า จงบำราบหายไป ด้วยอานุภาพแห่งพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพด้วยเถิด แผ่แสงออกไปที่ร่างกายของเรา

บัดนี้ ให้เราน้อมจิตน้อมใจ ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ให้ไปทำทุกวันนะ ใครก็ตามยิ่งทำมาก ทำบ่อย ก็ยิ่งจะมีการสึกหล่อของกิเลสมากไปทุกวันๆ น้ำหยดลงหินทุกวันมันก็กร่อน สนิมก็ยังกินเหล็กได้ฉันใด ถ้าเราพิจารณาอยู่เนืองๆ อยู่ตลอดเวลา แล้วทำอย่างที่อาตมาบอกนี้ทุกวัน อันว่ากิเลสที่มันขังอยู่ในขันธสันดานของเรา มันก็จะเสื่อมสลายไป กร่อนไปทุกวันๆ จนในที่สุดแล้ว ก็เป็นสมุทเฉทปหาน เป็นพระอริยเจ้าในพระพุทธศาสนา เป็นที่พึ่งพาอาศัยของเหล่ามนุษย์ทั้งหลาย ผู้ที่ยังหลงเวียนว่ายตายเกิด ผู้ที่ยังหลงมัวเมา ยังมืดบอดอยู่ ขอให้เราทั้งหลายทุกคนบูชาคุณพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติบูชา ด้วยวิธีการนี้ทุกวัน ทำอยู่เนืองๆ ไม่ต้องตั้งท่า ไม่ต้องนั่งกรรมฐานก็ได้ ไม่ต้องนั่งขัดสมาธิก็ได้ เดินไป กวาดไป ทำกิจวัตรประจำวันที่ไหนก็ตาม ลืมตาทำก็ได้ มีลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำที่ทำอย่างนี้และบรรลุธรรมหลายคนแล้ว ให้เราทำอย่างนี้นะ


ถอดเทปคำสอนของพระครูวินัยธร ยุคลธรณ์ ธัมมปุตโต
สำนักสงฆ์เจโตวิมุตติ จ.กาญจนบุรี

มุทิตา

  • ผู้ช่วยแอดมิน
  • สมาบัติ ๑
  • ***
  • กระทู้: 138
    • ดูรายละเอียด
Re: ผู้ฝึกมโนมยิทธิไม่ควรพลาด "มโนมยิทธิตัดกิเลส" ดีมากๆ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 10, 2012, 01:26:23 PM »
เป็นการทบทวนความจำ  สามารถนำไปปฏิบัติเองได้ทุกวัน  ทุุกเวลา  และทุุกสถานที่  ขออนุโมทนาด้วยนะคะ

อยากไปนิพพาน

  • อุปจารสมาธิ
  • **
  • กระทู้: 33
  • สน (ศิษย์อาจารย์)
    • ดูรายละเอียด
Re: ผู้ฝึกมโนมยิทธิไม่ควรพลาด "มโนมยิทธิตัดกิเลส" ดีมากๆ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2012, 03:55:19 PM »
 :D  ขออนุโมทนา สาธุเป็นอย่างยิ่งที่ได้ถ่ายทอดเป็นตัวอักษรให้ได้อ่านทบทวนเป็นประโยชน์อย่างสูงครับ

vavy

  • อุปจารสมาธิขั้นสูง
  • **
  • กระทู้: 94
    • ดูรายละเอียด
Re: ผู้ฝึกมโนมยิทธิไม่ควรพลาด "มโนมยิทธิตัดกิเลส" ดีมากๆ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2012, 10:26:57 PM »

ขอบคุณผู้ที่ถอดเทปคำสอนของพระอาจารย์ด้วยนะคะ ขอบคุณคุณนุ้ยคนสวยแถมใจดี  การเผยแพร่ธรรมะก็คือการทำบุญอย่างหนึ่งมีอานิสงค์มาก